posted on 02 Feb 2010 23:20 by syndrome15
พรุ่งนี้จะเป็นวันส่งพี่ๆ ที่โรงเรียนแล้ว
รู้สึกยังไงไม่รู้แหะปีนี้ ใจหายยังไงชอบกล ปี
นี้มีพี่ๆที่รู้จักเยอะมากมาย เลยต้องซื้อของให้เยอะเลย
TT^TT ใจจริงก็เสียดายตัง แต่มันเป็นของสุดท้ายที่จะให้แล้ว ให้ไปดีกว่า
แต่ก็ไม่อยากให้พี่ๆเขาจบเหมือนกัน ปีนี้สนิทกับพี่ๆเยอะมากๆ
แล้วปีนี้ที่โรงเรียนก็จัดงานใหญ่กว่าทุกๆปีที่ผ่านมาด้วย รู้สึกอย่างงั้นนะ
posted on 02 Feb 2010 23:13 by syndrome15
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ประเทศไทยเรา แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคมาก แค่เฉพาะพรรคที่มี ส.ส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรก็ปาเข้าไปประมาณ 8 พรรคได้แล้ว ยังไม่นับรวมบรรดาพรรคที่ถูกเรียกว่าไม้ประดับอีก ร่วมเกือบ 40 พรรค
และแม้จะมีบางพรรคที่พยายามชูกระแสทางเลือกอย่างพรรคที่เน้นจุดขายเรื่องเกษตรกร แรงงาน ก็ต้องยอมรับว่าศักยภาพที่จะแข่งขันในสนามเลือกตั้งเมืองไทยยังไม่ถึงขั้น จึงต้องยอมรับว่าในสนามเลือกตั้งบ้านเรา ยังเป็นลักษณะการแข่งขันแบบกึ่งผูกขาด โอกาสการแข่งขันค่อนข้างผูกขาดอยู่ที่พรรคที่ค่อนข้างมีศักยภาพทางทุน และบางทีก็ดูเหมือนจะพยายามแข่งกันขายนโยบายประชานิยม หรือจะเรียกว่าแข่งกันแย่งโอกาสเข้ามาเป็นผู้ทำนโยบายประชานิยมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะนโยบายมันค่อนข้างจะ...ไม่เหมือนก็ใกล้เคียง
แต่ครั้งนี้ผมดีใจอย่างหนึ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศย้ำจุดยืนทางนโยบายสาธารณะอย่างชัดเจนทั้งในบทบาทของการเป็นผู้นำรัฐบาล และการเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะไม่สนับสนุนอบายมุขที่บ่อนทำลายสังคมอย่างเด็ดขาด!!!
และเป็นครั้งแรก ที่ท่านนายกฯได้แสดงจุดยืนที่หักล้างต่อแนวนโยบายที่รัฐบาลชุดก่อนๆได้ทำมาอย่างชัดเจน ด้วยการปฏิเสธนโยบายเครื่องจำหน่ายสลากอิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าหวยออนไลน์ แม้ว่าฝ่ายบริษัทเอกชนที่ทำสัญญาด้วยไปแล้วกำลังเตรียมจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกรัฐยกเลิกสัญญาก็ตาม
ท่านนายกฯ ประกาศชัดเจนว่า "การทำหวยบนดินก็เหมือนการขายยาเสพติดถูกกฎหมาย" และแน่นอน เมื่อมีเสียงสนับสนุนที่ชูเหตุผลเรื่องมาตรฐานทางศีลธรรม ก็ต้องมีเสียงค้านจากฝ่ายที่คิดแค่เพียงว่าจะทำยังไงให้เงินไหลเข้าคลัง แม้จะต้องยอมให้บรรทัดฐานทางศีลธรรมของสังคมต้องบิดเบือนเพี้ยนไปก็ตาม
และคนกลุ่มนี้ก็ยังสนับสนุนได้แม้กระทั่ง นโยบายขายยาบ้าถูกกฎหมาย คาสิโนถูกกฎหมาย โดยอ้างว่าจะได้เอาเงินหมุนเวียนที่ประชาชนเสียไปในวงจรใต้ดิน ขึ้นมาอยู่บนดินเสีย โอ้!!! คุณพ่อคุณแม่ลุงป้าน้าอาตาทวดทั้งหลาย ท่านคิดอะไรกันอยู่ครับ...
วิธีคิดในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เราจะคิดแค่เพียงการหารายได้เข้าคลังแผ่นดิน ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไร้วิสัยทัศน์ทางสังคมโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ควรต้องประเมินด้วยคือ มูลค่าผลกระทบทางสังคมว่า มันคุ้มหรือไม่ กับรายได้ที่เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารนโยบายสาธารณะแก้ปัญหาสังคมโดยรวม นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องว่า จะจัดสรรงบประมาณลงไปยังไงให้แก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมอย่างตรงจุดด้วยซ้ำ...
อย่างน้อยๆ ที่สุด สิ่งที่ชัดเจนก็คือ การทำหวยบนดิน รวมถึงการจะให้มีตู้หวยออนไลน์เป็นตัวเลือก คงไม่ใช่คำตอบที่ดีในการแก้ไขปัญหาหวยใต้ดินแน่นอน เพราะอย่างไรเสีย เงื่อนไขของหวยกินแบ่งบนดิน มันก็ไม่ดึงดูดใจเท่าหวยกินรวบใต้ดินแน่นอน ยังไม่พูดถึงเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายที่สามารถติดเงิน แปะโป้งกันได้ รายได้ที่เคยหมุนเวียนอยู่ใต้ดินก็ยังยากที่จะขึ้นมาบนดินอยู่ดี
แต่ในขณะที่ยังไม่เห็นทางที่รายได้จากหวยใต้ดิน จะขึ้นมาบนดินเข้ากระเป๋ารัฐได้มากขึ้นสักเท่าไหร่ แต่รัฐก็จะได้ส่งเสริมค่านิยมการหวังเสี่ยงโชคแบบลมๆ แล้งๆ ให้มีเพิ่มขึ้นแล้ว
ไม่ว่ามันจะอยู่ใต้ดินหรือบนดิน แต่การพนันก็ถือว่ายังเป็นอบายมุข เป็นสิ่งบ่อนทำลายสังคมอยู่ดี...
แม้ว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งทำทำให้รัฐมีรายได้ เหมือนอย่างการจำหน่ายเหล้าบุหรี่ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายสักเท่าไหร่ ดังนั้นทั้งการขึ้นภาษีเหล้าบุหรี่ รวมถึงครั้งนี้ที่รัฐบาลจะยกเลิกหวยออนไลน์ จึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง
ครั้งนี้ที่ผมต้องออกมาเขียนบทความในฐานะเยาวชนที่ได้รับพระราชทานรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ
สาขากฎหมายและการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน (จากที่ปกติผมจะพ่วงด้วยตำแหน่งภาคสังคมอื่น หรือหลังๆ จะใช้ชื่อตัวเองอย่างเดียว) เพราะผมคิดว่าผมควรต้องแสดงจุดยืนในฐานะผู้ที่เคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในด้านการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน
ผมเห็นลางร้ายว่า ถ้าพวกเราไม่ช่วยกันสนับสนุนให้รัฐบาลหนักแน่น เข้มแข็งในจุดยืนนี้ จนกระทั่งรัฐบาลต้องแพ้แก่ฝ่ายที่สนับสนุนอบายมุข หวยจะไม่ใช่สิ่งที่เจาะตลาดแค่กลุ่มตาสียายสาอีกต่อไป แต่เยาวชนนี่แหละที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของอบายมุขชิ้นนี้ด้วย...
แต่หวยจะกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายพอๆ กับการกดเงินตู้ ATM เยาวชนเข้าถึงในรูปแบบที่ง่ายขึ้น ใกล้ตัวขึ้น ทันสมัยยิ่งขึ้น นี่ยังไม่นับกรณีที่ครอบครัวอาจต้องล่มสลายลูกๆ ต้องรับชะตากรรมที่ตนเองไม่ได้ก่อ เพราะพ่อแม่ติดอบายมุข
ผมไม่กล้าประเมินมูลค่าความเสียหายทางสังคมเลยนะครับ ว่าจะสามารถคุ้มค่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เพราะมองไม่เห็นทางที่จะมองให้รู้สึกว่าคุ้มค่าได้เลย...
ถึงแม้ในกลุ่มสหายเพื่อนที่ทำงานเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมด้วย อาจมีบางคนมองว่าการแสดงจุดยืนของท่านนายกฯเช่นนี้ เป็นแค่ปาหี่ เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายที่จะสร้างความอยู่ดีกินดีอย่างมั่นคงให้ประชาชน มากไปกว่านโยบายไทยเข้มแข็ง (ที่ก็ดันมีปัญหาอีก)
ซึ่งในข้อนี้ต้องตอบโจทย์การปฏิรูปสังคมไทย ทั้งการทำระบบรัฐสวัสดิการ การจัดเก็บภาษีและกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การกระจายโอกาสทางทรัพยากรให้ประชาชนเข้าถึง ตั้งแต่เรื่องการปฏิรูปที่ดินทำกิน จนถึงเรื่องการทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่มีผลต่อประชาชน การทำ FTA ที่เป็นธรรม การยืนหยัดหนักแน่นที่จะปกป้องทรัพยากรของชาติจาก ทุนข้ามชาติที่พยายามเข้ามารุกราน
ต้องยอมรับว่า ถ้าท่านนายกฯคิดปฏิรูปสังคมไทยอย่างจริงจัง ก็จำต้องหนักแน่นในเรื่องเหล่านี้ด้วย
ฉะนั้นตอนนี้ก็ถือว่านานาจิตตังละกันครับว่าใครจะมองเป็นปาหี่หรืออย่างไร เพราะยังไงเสียเราก็อยากเห็นจุดร่วมเดียวกัน คือให้เรื่องบรรทัดฐานทางศีลธรรมได้ยกระดับไปสู่การปฏิรูปสังคมที่เป็นธรรมแก่ประชาชน แต่สำหรับผม ในวันนี้เมื่อเริ่มมองเห็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก็ควรต้องให้กำลังใจกันบ้าง...
วันนี้เสียงของภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลที่เสถียรภาพอ่อนแอ สามารถที่จะกล้าหาญในจุดยืนที่ถูกต้องต่อไปได้...ผมคาดหวังว่ากรณีครั้งนี้ จะนำไปสู่การที่รัฐบาลจะกระตุ้นให้สังคมไทย ตื่นตัวทางวุฒิภาวะ ตื่นตัวทางศีลธรรมที่จะต่อต้านอบายมุขทุกชนิดอย่างจริงจัง พร้อมกับการปฏิรูปโครงสร้างสังคมไปด้วยกัน
ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองบ้านเราจะต้องเลิกแก้ตัวข้างๆ คูๆ ว่าอบายมุขเป็นรากวัฒนธรรมของสังคมไทย จึงต้องส่งเสริม...พอได้แล้วกับความคิดเช่นนี้
และสุดท้ายฝากท่านนายกฯ อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าอายุการทำงานในฐานะรัฐบาลของท่านจะมีอยู่กี่ปี กี่สมัย แต่สิ่งที่ท่านแบกรับอยู่ในเวลานี้ คือความคาดหวังของเยาวชนไทยที่ต้องการเห็นอนาคตสังคมที่ดีกว่านะ
posted on 02 Feb 2010 23:10 by syndrome15
อนาคต >> คือ...อะไร?
อนาคตคือ....
คนแต่ละคนก็ต่างให้ความหมายของคำว่า"อนาคต"แตกต่างกัน
ส่วนดิฉันก็ให้ความหมายของ"อนาคต"ไว้ว่า อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
คือสิ่งที่เราฝันไว้ อาจจะตั้งแต่เด็กหรือจนป่านนี้เราก็ยังคิดถึงอนาคต
อยู่เหมือนเดิมความคิดเราจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตาม แต่ว่าตอนนั้นเรา
อยากจะทำอะไร สรุปแล้ว คำว่าอนาคตของดิฉันก็คือ
สิ่งที่อยู่ไกลตัวยังมาไม่ถึง ก็อยากบอกกับทุกท่านว่า คนเราทุกคนมีความฝัน
เรามีสิทธิที่จะคิดว่าอนาคตของเราเราจะทำอะไร และพยายามทำตามในสิ่งที่
ตนเองฝันไว้นะคะ.
แล้วคุณละค่ะ คุณนิยามคำว่าอนาคตไว้ว่าอย่างไร ?